japanese

เคยไหมกับการที่มีความคิดที่จะไปเรียนญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่น อยากไปอยู่นาน ๆ
แต่... ไม่มีเงินไป!
ครั้นจะสอบทุนก็หัวอย่างเรา ตัวขี้เกียจอ่านหนังสือระดับโลกอย่างเรา จะไปสอบแข่งกับเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายได้ไงหละเนี่ย
ผมก็เลยจะนำเสนอ วิธีไปเรียนฟรี ไม่ต้องเสียตังก์ ไม่ต้องสอบทุน นั่นคือ ไปหางานทำอยู่นู่นซะเลย

จึงได้ผุดโครงการ Work and Travel ระยะโคตรยาว 1 ปี ฉบับ D.I.Y. Do it yourself ขึ้นมา
โดยการหางานทำที่นั่นให้เยอะพอค่าใช้จ่ายซะ แล้วก็ใช้เงินประหยัด ๆ  
มีคนกล่าวว่า วิธีนี้มักไปไม่รอด เพราะเงินจะหาไม่พอใช้ แต่ถ้าลองคำนวณดี ๆ แล้วจะพบว่า มันพอครับ และก็มีคนใช้วิธีนี้มากมายสำเร็จมาแล้ว (แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทย)

วิธีการง่าย ๆ ถ้าเราเอาชนะค่าใช้จ่ายได้ เราก็ไปได้
ถ้าเราคิดว่าเรายังไงก็ชนะไม่ได้ เราก็ไปไม่รอด
เพราะฉะนั้น เราก็มาดูกันก่อนว่า จะชนะค่าใช้จ่ายได้อย่างไร

ในที่นี้เราจะสมมติว่าเราอยากไปเรียนเมืองที่ไฮโซและค่าครองชีพแพงที่สุด : โตเกียว

ฝ่ายศัตรู : ค่าใช้จ่าย

 

 

  • ค่าเล่าเรียน อันนี้ศัตรูตัวเป้ง เพราะมันแพงมาก ค่าเรียนภาษา 1 ปีโดยปกติจะมี HP 700,000 เยน
  • ค่าที่พัก รวมน้ำไฟ อันนี้ก็โหดเหมือนกัน สมมติว่าหาได้ไม่แพง 50,000 เยนต่อเดือน หนึ่งปีก็ 600,000 เยน
  • ค่ากิน อันนี้แล้วแต่ความหรูหรา และความงกของแต่ละบุคคล สมมติว่าเรากินแบบประหยัดไว้ก่อน พ่อสอนไว้ หุงข้าวกินเอง ทำข้าวกล่องไปโรงเรียน 20,000 เยนต่อเดือน หนึ่งปีก็ 240,000 เยน
  • ค่าโทรศัพท์มือถือ ราว ๆ 4,000 เยนต่อเดือน หนึ่งปีก็ 48,000 เยน
  • ค่าของใช้ที่ต้องซื้อครั้งแรกทั้งหลายเช่น หลอดไฟ จักรยาน กระทะ หม้อหุงข้าว หนังสือเรียน ฯลฯ 50,000 เยน

สรุป ค่าใช้จ่ายของเราตลอดหนึ่งปีก็จะอยู่ที่ 1,638,000 เยน

ทีนี้มาดูว่าเราจะทำงานเอาเงินไปฟาดศัตรู เพียงพอหรือเปล่า?

และทุกคนครับ งานที่ทำเงินให้เราได้ช่วงที่อยู่ญี่ปุ่น หลัก ๆ ก็คงหนีไม่พ้นงานพิเศษ (งานพาร์ทไทม์) หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าอะรุไบท์โตะ หรือไบ๊โตะ นั่นเอง

ฝ่ายเรา : หาเงิน

 

  • ทำงานชั่วโมงละ 900 เยน  4 ชั่วโมงต่อวัน
  • ทำงานชั่วโมงละ 1000 เยน 4 ชั่วโมงต่อวัน
  • ก็จะได้วันละ  7600 เยน ทำสัปดาห์ละ 6 วัน

ก็จะทำให้หนึ่งเดือนเรามีรายได้ที่ 182,400 เยน

จับเทียบ

รายจ่าย VS รายรับ

รายจ่าย  1,638,000 เยน
รายรับ 182,400 x 12 = 2,188,800 เยน

โอ๊ะดูเหมือนเกินมาเยอะ... แต่คิดแบบนี้ ยังไม่ถูกซะทีเดียวครับ

เนื่องจากพอไปถึงแล้ว สองสามเดือนแรกเราจะยังไม่ได้ทำงาน อันเนื่องมาจากยังไม่ได้รับใบอนุญาตทำงาน
และภาษาเราก็ยังอ่อนด้อยเกินกว่าคนญี่ปุ่นจะรับได้ (แน่ละก็เพิ่งไปถึงนิ) และเราก็ยังต้องปรับตัวอยู่มาก เพราะฉะนั้น เราก็คิดซะว่าสามเดือนแรกยังไม่มีงานทำ เราจึงเหลือเวลาทำงานเพียง 9 เดือน นั่นก็คือจะมีรายรับ 9 เดือน

รายรับ 182,400 x 9 =  1,641,600 เยน

เฮ้ย! ไปได้จริง ๆ ด้วย

ชนะรายจ่ายไป 3600 เยน เย่ ฮูเร~

อย่างงี้คงต้องอยู่อย่างประหยัดหน่อยชุดก็ตัดแค่ครึ่งชุดพอ...

 

แต่แค่นี้ก็เรียนญี่ปุ่นฟรีได้แล้ว~

 

ปล. ความเป็นจริงแล้ว การทำงานของนักเรียนต่างชาติ ตามกฎหมายจะจำกัดอยู่ที่ 20 หรือ 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่นักเรียนต่างชาติแล้วมีจำนวนมากที่ทำเกิน โดยการทำสองที หรือทำในที่ทำงานที่ไม่ตรวจใบอนุญาตทำงาน

ปล.2 หากอยากมีเงินกินเที่ยว หรือชอปปิ้ง อาจต้องทำงานมากขึ้น (คนไต้หวัน กับคนจีนทำงานหนักมาก 10 ชั่วโมงต่อวันก็มี) หรือหางานที่ให้เงินเยอะกว่านี้ (งานบางอย่างเช่นสอนภาษาไทย ได้ชั่วโมงละ 2000-3000 เยนเลยทีเดียว) รับรองมีเงินเที่ยวอู้ฟู่มาก ๆ ไม่รันทดโอชินแน่นอน

ปล.3 เรียนหนังสือ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำงาน 40 ชั่วโมงอัพ นี่ตกลงไปทำงานหรือไปเรียนเนี่ย

ปล.4 จริง ๆ แล้วยังมีทุนส่งหนังสือพิมพ์ และทุนโรงงานอาหารทะเล แต่จขบ.เห็นว่ามันโหดกว่านี้อีก - -

ปล.5 มีคนทำได้แล้วนะเออ

ปล.6 พอแล้ว! จะปล.เยอะไปไหน

 

ปิดท้ายด้วย ภาพโตเกียวทาวเวอร์แห่งใหม่ที่กำลังสร้างครับ

 

ถ้าไปเรียนปีหน้าคงได้เห็นมันสร้างเสร็จพอดี หอคอยที่สูงที่สุดในโลก!

 

 

สรุป

แม้มันอาจจะดูเหนื่อยยาก มันอาจจะลำบาก แต่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้คนที่ไม่เก่ง แล้วก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ได้โอกาสไปเรียนตามที่ฝันได้ทุกคน เพียงแต่จะทำได้หรือไม่นั่น ขึ้นอยู่ที่ใจล้วน ๆ

แล้วพบกันที่ญี่ปุ่นครับ

edit @ 10 Jul 2010 03:32:04 by undenty

คลิกเพื่อฟัง

วันนี้

ขณะที่กำลังฟังเพลงใน mp3 ไปเรื่อย ๆ (ส่วนใหญ่เป็นเพลงไทย)

อยู่ดี ๆ มาถึงเพลงนี้...

อ๊ะเพลงญี่ปุ่นเพลงใหม่นี่นา

ฟัง ๆ..

ไหนดูซิ ภาษาที่เรียนอยู่อย่างหนักตอนนี้ จะพัฒนาไปถึงไหนแล้ว

"อุคุวะดาเอโยคุโน อาโซวะ โคเนะวะ"... เอ๊ะทำไมฟังไม่รู้เรื่อง..

อ๊าาาาากกกกก

เรียนภาษาญี่ปุ่นมา ถึงชั้นกลาง ไม่ได้ช่วยให้หูกระดิกเลยเหรอเนี่ย

แย่แล้ว... เอ่ แต่เนื้อหามันอาจจะยากมากก็ได้นะ ศัพท์สูงระดับพระเจ้าเลยรึ???

แต่พอฟังไปสักพัก

....

ฮ่า ๆๆๆ

ฟังไม่รู้เรื่อง

ก็ปกติแล้วหละ

ถ้าฟังรู้เรื่องสิ

บ้า!

 

....


เนื้อเพลง (焼き芋 - มันเผา )

きよなまいよくは たねしかなに うくわだえよくの あそは こねは
うわにかいよこの しゅきかわてて さかねも くわたは
うきはたけづ

焼き芋 焼き芋 焼き芋 フーフー ホーホホー
焼き芋 こでんせ 焼き芋 フーフー。。 焼き芋

くわにみくはたね るなくをもい ドレモン ノビタ シスカ チャイエン ソネオ
きわたまえよくはの シャラヘッ(ド)シャラ イェ くなみおもくづみ しわたけ ゆかない

焼き芋 (かだい) 焼き芋 焼き芋 フーフー ホーホホー
焼き芋 (あくりあ)こでんせ(かでやわにゃ)焼き芋 フーフー。。 

焼き芋(くでんせえめお) ぺくでくねうぇい くでえねよ くのしなしな くねけや いぇないを いぇ いたいいたいたい~~

One two three four かで 焼き芋 焼き芋 フーフー。。 焼き芋

[เนื้อไทย]

คิโย้นะมาอิโยคุวา ต๊า..เน่ซิกาน๊า...นี่ อุคุว่าดาเอโยคุโน อาโซหว่า โคเน่หว่า
อุว่ะนิกาอิโยะโคโน ชูขี้ คาวาเต๊เต ซากาเน่โม คุว่ะตาหว่า
อุขี้หว่า ตาเกดุ

อย่าขี้โม้ อย่าขี้โม้.. อย่าขี้โม้.. หู วู้ โห... โอ โฮะ โฮ
อย่าขี้โม้( โคเดนเซะ ) อย่าขี้โม้.. อย่าขี้โม้.. หู วู้ โห วู้ โวว อย่าขี้โม้..

คุว่ะนี่มีคุว่ะตาเน่ รู..น่า..คูโวโม้...อี โดเรม่อนโนบีตะซิซุกะ..ไจแอ้น... โซเนโอะ
คิว่ะตามาเอโยะคุหว่าโน ชาลาเฮ้ดชาลา ( เย้ ) คุนามีโอโมคุดูมี ซีวาตาเค้ ยูกาน่าย

อย่าขี้โม้( ก้าด้าย ) อย่าขี้โม้.. อย่าขี้โม้.. หู วู้ โห... โอ โฮะ โฮ
อย่าขี้โม้( อะเคลีย ) อย่าขี้โม้.( กาเดยาว่าเนี้ย ). อย่าขี้โม้.. หู วู้ โห วู้ โวว

อย่าขี้โม้(กุเดน เซะเอเมโอ) เพ่ กุเดกุเนเวย กุเดเอเนโย่ กุโนะ ชีนะชีน่ะ กุเนเกย่า เยน่ายโอ เย้ อิต๊าย อิต๊าย ต๊ายยย
One two three four กาเด้ อย่าขี้โม้.. อย่าขี้โม้..โห โหะ โวว โว อย่าขี้โม้..

เพลง อย่าขี้โม้ โดย จุ๋ย จุ๋ยส์
เป็นเพลงแนว indy ครับถ้าจำไม่ผิด

ภาษาญี่ปุ่น โดนเล่นซะแล้ว ฮ่า ๆ
ฟังตอนแรกเหมือนมากเลย เหมือนจริง ๆ นึกว่าเพลงญี่ปุ่น

ฟังไปยิ้มไป คิดไปได้นะ ... คนเรา...

ขอบคุณคุณ 「Mysteryくん」 ที่บอกว่ามันเป็นมันเผา :)

edit @ 16 Jun 2008 00:01:07 by undenty

edit @ 16 Jun 2008 00:30:12 by undenty

ตัวอักษรจีน(ฮันจา) ได้แพร่เข้าสู่อาณาจักรเกาหลีผ่านพระพุทธศาสนา และชาวเกาหลีได้ปรับใช้ให้เข้ากับไวยากรณ์ภาษาเกาหลี และต่อมาได้แพร่สู่ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ตำราที่นำตัวอักษรฮันจาเผยแพร่สู่เกาหลีมิได้เป็นวรรณกรรมทางศาสนา ตำรานั้นมีชื่อว่า "อักษรพันตัว" อักษรฮันจาได้ใช้ในการเขียนภาษาเกาหลีตลอดมา จนกระทั่งพระเจ้าเซจงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรฮันกึลขึ้นระหวางปี ค.ศ. 1444 - 1446

แต่ถึงแม้จะมีการเผยแพร่อักษรฮันกึลแล้ว บัณฑิตเกาหลีจำนวนมากก็ยังคงใช้ตัวอักษรฮันจา จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 อักษรฮันกึลได้แทนอักษรฮันจาโดยสมบูรณ์ ในเกาหลีเหนือ ได้ยกเลิกการใช้อักษรฮันจาตั้งแต่มิถุนายน ค.ศ. 1949 (โดยให้เขียนอักษรแนวนอนจากที่แต่เดิมเขียนแนวตั้ง) เนื่องจาก คิมอิลซุง ได้กล่าวว่าตัวอักษรฮันจาเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น นอกจากนี้ หลายคำที่ยืมจากภาษาจีนได้ถูกแทนที่โดยคำเกาหลีดั้งเดิม

อ้างอิงจาก อักษรฮันจา Wikipedia



มันเป็นเหตุผลที่สุดยอดมากเลยจอร์จ
"เพราะ ฮันจาเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมญี่ปุ่น"

edit @ 2006/10/26 02:27:20