และแล้ว...

posted on 12 Jan 2010 23:42 by undenty

Rrrrrrrrrrrrr.... เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

"สวัสดีครับ บาสจากเจเอ็ดนะครับ"

"....ครับ..." หัวใจสั่นรัว ความดันพุ่งขึ้น 30% เตรียมใจ 50/50

"พี่จะโทรมาแจ้งว่า ใบสถานภาพการพำนัก (Certificate of Eligibility) ของน้องมาแล้วนะครับ"

เก๊กเสียงปกติ ไม่ตื่นเต้นเลย สุดชีวิต "มาแล้วเหรอครับ แล้วไปเอาได้เมื่อไหร่ครับ"
ในใจ "เย่ ๆๆ 555+ วู้ ๆ ได้ไปแล้ว เยส ๆ"

"เดี๋ยวพี่จะนัดวันทำวีซ่า และปฐมนิเทศนะครับ
อ่อแล้วน้องสนใจลงคอร์สเตรียมตัวก่อนไปมั้ย" แหนะมีมาขายคอร์สอีก รู้สึกจะพันสองพันนี่แหละ

หาเงินเก่งจริง ๆ นะ J-ed

รู้ผลแล้วครับ ได้ไปแล้ว ๆ

พอรู้ผลก็จะเริ่มต้องคิดครับ ความคิดพรั่งพรู อีกหนึ่งเดือนจะบินแล้ว จะต้องทำอะไรบ้างนะ
เอาอะไรไปบ้างดี รูมเมทจะเป็นใครนะ จะเข้ากันได้มั้ย จะบินสายการบินอะไรดี จะลาเพื่อนยังไงดี ต้องเลี้ยงใครบ้างนะ บลาๆ ฯลฯ 

เป็นตุเป็นตะ! ได้ข่าวว่าเอ็งไปเรียนปีเดียวทำยังกับไปเรียนควบตรีโทเอกกันเป็นสิบปี

ถึงจะเคยมาอยู่หอที่กรุงเทพ เพื่อเรียนป.ตรีก็เหอะนะ มันก็ยังอยู่กับเพื่อนอยู่ดี ไม่เหมือนไปอยู่นู่นหรอกเนอะ
ไหน จะข่าวลือเรื่องคนญี่ปุ่นเย็นชา แต่บอกตามตรงครับ มองไม่เห็นความลำบากของการไปเรียนทุนส่วนตัวเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับทุนส่งหนังสือพิมพ์แล้วล่ะก็

กิจวัตรประจำวันของทุนส่งหนังสือพิมพ์

ตื่น ตีสอง -> เข้าร้านตีสาม -> ส่งหนังสือพิมพ์ถึงหกโมงเช้า -> กลับมานอนงีบนึง -> ตื่นไปเรียนตอนเก้าโมงเช้า -> เลิกเรียนไปส่งหนังสือพิมพ์รอบบ่าย -> กลับบ้านหกโมงเย็น ทำการบ้าน อ่านหนังสือทบทวน กินข้าว-> สามทุ่มนอน
Repeat 6 วันต่อสัปดาห์ !!!

เอ่อของเราน่าจะสบายกว่านั้นเยอะอยู่นะ นี่คุณมนุษย์หนังสือพิมพ์ จะเอาเวลาที่ไหนไปนอนพอครับ

บ้าไปแล้ว

...

ก็แหม่ มันไม่เคยไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวนี่นา แล้วก็เป็นประเทศในฝันด้วย
เข้าใจความรู้สึกมั้ยครับ ฝันมาทั้งชีวิต ว่าจะไปอยู่ แล้วมันก็... อยู่ตรงหน้าแล้ว อีกหนึ่งเดือนเท่านั้น มันตื่นเต้นปนดีใจยังไงไม่รู้

 

ได้ไปแล้วทีนี้... ขั้นต่อไปคือขั้นที่เหนื่อยมาก ๆ ขั้นนึง... จัดของ!!!

ใช่แล้วครับ ต้องจัดสรรของลงไปในกระเป๋าต่าง ๆ ให้คุ้มค่าที่สุดในการไปอยู่หนึ่งปี
ด้วยลิมิตของน้ำหนักขอพิเศษสำหรับนักเรียน 30 กิโลกรัม (เจ้าจำปี)

ซึ่งที่จำเป็นจริง ๆ ไม่เยอะเลยครับ แทบทุกอย่างหาซื้อได้ที่ญี่ปุ่น ไม่ต้องแบกไปก็ได้
สิ่งสำคัญทีควรเอาไปมีน้อยมากเลย เน้น ๆ ก็พอ ไม่ต้องแบกทุกอย่างที่คาดว่าจะได้ใช้ไปหรอกครับเชื่อผม

List ของที่จำเป็น หรือควรเอาไป

  • ยารักษาโรค ยาสามัญต่าง ๆ (ขี้เกียจไปหาหมอที่ญี่ปุ่น ยุ่งยาก และโคตะระแพงแสด ๆ เป็นหวัดทีเสียหลักพันบาทนะค้าบ) ยาที่ญี่ปุ่นหาซื้อเองไม่ได้ ต้องมีใบสั่งยาเท่านั้น และข้อควรรู้ ยาแทบทุกชนิดห้ามนำเข้าประเทศ แม้แต่ยาดม พารา หรือยาลดน้ำมูกก็ตาม นั่นแหละครับ ยาอะไรที่อยู่ในลิสท์ห้ามเอาไป ผมเอาไปหมดเลย จะได้ไม่ต้องยุ่งยากซากอ้อย!
  • มาม่า - อันนี้ของสำคัญของมนุษยชาติคนไทยเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะไปประเทศไหนก็ตาม โดยเฉพาะรสต้มยำกุ้ง! เอาไปเยอะ ๆ ไม่ผิดหวัง เอาไว้สร้างมิตรภาพได้ด้วยแน่ะ ผมขนเอาไปสองลัง
  • เครื่องปรุงอาหารไทย ผงโลโบ้ต่าง ๆ โจ๊กผง ซื้อที่ไทยถูกกว่าชัวร์ เหมาะสำหรับคนชอบทำอาหารกินเอง ประหยัดมาก!
  • เสื้อผ้าพอประมาณ แนะนำว่ามาซื้อที่นี่จะได้สวย ๆ มากมาย ราคามีให้เลือกหลากหลาย
  • เงิน

ที่จริง ไปตัวเปล่าแล้วเอาข้อสุดท้ายไปข้อเดียวเยอะ ๆ
พอ! ไม่ต้องยุ่งยากเตรียมอะไรเลยก็ได้ ถ้าทรัพย์เอื้ออำนวย ^w^

 

 
เพื่อน ๆ แอบเซอไพรซ์ มีของที่ระลึกเป็นปฏิทินทำเองด้วย ^_^

 

 
รูปหมูก่อนบิน

 

เพื่อน ๆ ครับ ผมพร้อมจะบินแล้วครับ

ลาก่อนกรุงเทพมหานคร

ลาก่อนประเทศไทย

แล้วพบกันที่ญี่ปุ่นครับ


ปล. ไปเมืองนอกอย่าเอาของไปมากเกินที่ตัวเองจะแบกไหวนะครับ มีคนไปเรียนโรงเรียนเดียวกันคนนึง เอากระเป๋าไปสามสี่ใบ น้ำหนักเกินจ่ายไป 5 พันบาท แล้วก็ต้องแบกใบเล็ก ๆ พะรุงพะรังขึ้นเครื่องอีกเต็มตัวเลย อย่าเลยครับ มันมากเกินลำบากคนรอบข้างอย่างเช่นผม... ต้องไปช่วยถือให้ค้าบ

ปล2. สาเหตุที่มันหนักขนาดนั้นเพราะ คุณเธอแบบกระทะกับเครื่องครัวไปด้วย ไม่รู้ว่ามีครกกับสากด้วยหรือเปล่า อุแม่เจ้า..

edit @ 13 Jan 2010 00:43:23 by undenty

edit @ 13 Jan 2010 00:48:54 by undenty

หลังจากที่ขออนุมัติทุน พก.ได้แล้ว
แล้ว...

จะไปเรียนที่ไหนล่ะ

ที่ญี่ปุ่นสิ...

รู้แล้วเฟ้ย แต่โรงเรียนไหนล่ะ

นั่นแหละครับ
หลังจากที่เราตัดสินใจไปเรียนได้แล้ว เราก็ต้องเลือกว่าจะไปเรียนโรงเรียนไหน ในประเทศหมู่เกาะนี้ดี
หาโรงเรียนนี่ ปวดตับมากเลยครับ เพราะอะไรไม่รู้เยอะแยะ มีทั้งโรงเรียน มีทั้งวิทยาลัย มีทั้งมหาวิทยาลัย
หลากหลายแห่งเป็นร้อย ๆ ที่

เลือกไม่ถูกเฟ้ย

ผมก็เลยแก้ปัญหาโดยการไปปรึกษาเอเจนซี่แนะแนวเรียนภาษาญี่ปุ่นซะเลย

แต่... มันก็ดันมีหลายเจ้าอีก

ต้องเลือกเอเจนซี่อีกแน่ะ T_T

ก็ที่โด่งดังมีชื่อเสียงในบ้านเราเห็นจะมีสองที่คือ J-ed กับ Mainichi
ซึ่งใกล้บ้านผมทั้งคู่เลย  ปกติหาข้อมูลเรียนต่อญี่ปุ่นจากเว็บ J-ed ตลอดเลย ข้อมูลเยอะดี ก็เลยอะ ที่นี่ละกัน คุ้นเคยกับเว็บมันดี (เกี่ยวมั้ยค้าบพี่น้อง เว็บ Mainichi สีมันแสบตา)

ไปปรึกษากับพี่ที่ J-ed ครับ มีโรงเรียนมาให้เลือกเพียบเลยยี่สิบสามสิบโรงเรียนได้ ส่วนใหญ่ 60% อยู่ในโตเกียว นอกนั้นกระจายอยู่ตาม โอซาก้า เกียวโต และที่อื่น ๆ อีกนิดหน่อย โอ้เยอะครับ ก็เลยรับข้อมูล หนังสือ ดีวีดี แผ่นพับกลับบ้านมานั่งอ่าน นั่งดู ก็พบว่า

1. โรงเรียนเกือบครึ่งอยู่ในโตเกียว ก็ไม่น่าแปลกเนอะ เมืองหลวงนี่

2. ชนชาตินักเรียนที่ยึดครองโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นคน เกาหลี

3. รองลงมาเป็นคนไต้หวันกับคนจีน

4. เยอะขนาดไหนนะเหรออย่างเช่น สถิติปี 2008 Top3 ของเชื้อชาติ
   Aoyama International Education Institute เกาลี 269 ไต้หวัน 51 ไทย 9
   Inter-Cultural Institute of Japan เกาหลี 382 ฮ่องกง 28 จีน 24 (ไทยอันดับ 4, 23)
   Toyo Language School เกาหลี 280 จีน 104 ไทย 18
ใครชอบเกาหลีแนะนำให้ไปเรียนญี่ปุ่นนะครับ!!!

5. ค่าเล่าเรียนจะอยู่ที่ 600,000 ถึง 1,000,000 เยนต่อปี (เฉพาะค่าเทอมนะ ไม่รวมค่ากินอยู่และค่าหนังสือต่างหาก)

6. หลักสูตรเรียนภาษาระยะยาวจะเริ่มต้นที่ 1 ปี และสูงสุดที่ 2 ปี เรียนเกินกว่านั้นไม่ได้รัฐบาลจะไล่ท่านกลับบ้าน

7. มีโรงเรียนสองแบบ แบบได้วีซ่าเป็นหนูน้อยนักเรียน Pre-college student, และอีกแบบแบบได้วีซ่าเป็นนักศึกษา College student ซึ่งมีอภิสิทธิมากกว่านักเรียนธรรมดา สามารถลดค่าตั๋วรถไฟได้ ทำวีซ่ากลับบ้านเองได้แบบ Multiple และยังทำงานพิเศษได้มากถึง 28 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (Pre-college ทำได้ไม่เกิน 20) อันนี้สำคัญ สำหรับคนที่อยากได้เงินเยอะ ๆ

8. แต่ค่าเรียนโรงเรียน College student มันแพงกว่า Pre-college student แฮะ

...
ข้อมูลโรงเรียนเพิ่มเติม
http://www.jeducation.com/THAI/japanese/index.html
http://www.study-in-japan.com/studyinjapan/schoollist.htm
...

โอ้มายก็อด
โอ้มายสิทธัตถะ โอ้วรู้สึกถึงนิ่วในไต (คุ้น ๆ นะคำพวกนี้)
จะเลือกยังไงดี

ผมก็กลับมานั่งคิดวกวนอลวน ค้นหาความต้องการและความอยากของตัวเอง

แล้วก็พบความอยากของตัวเองคือ

1.ใกล้ที่ ๆ อยากเที่ยว

2. อยากอยู่โตเกียว อารมณ์ว่าไปญี่ปุ่นทั้งที เอาสุดยอดเทคโนโลยี สุดยอดเมือง ก็ต้องโตเกียวสิ ไปเมืองอื่นน้อยหน้า ผมจิตนาการไปถึงตัวเองที่เลิกเรียนตอนเย็น ๆ เดินไปอยู่บนสะพานลอยที่ Akihabara มองรถไฟ JR สาย Yamanote วิ่งผ่าน ในยามอาทิตย์อัสดง... เพ้อได้อีกเรา แต่ก็เป็นความฝันนะเล็ก ๆ อันนึงนะ ได้แรงบรรดาลใจมาจากละครเรื่อง Densha Otoko เลยทีเดียว


สะพานลอยอันนั้น


อันนี้แหละ


ยามค่ำคืน


ยามเย็น

ปล.ผมไม่ใช่โอตาคุนะ จริง ๆ แค่อยากเดินในโตเกียว ชิบุย่า ฮาราจุกุ รปปงหงิ อิเคะบุคุโระ โอไดบะ แค่นั้นเอ๊ง
ปล2. อยากไปเดทที่โอไดบะ เกาะขยะหาดสวรรค์

2. อยากให้เพื่อนมาเที่ยว ส่วนใหญ่ถ้ามาครั้งแรก จะมาโตเกียวก่อนใช่มะ ก็ต้องนี่แหละ อยู่แถว ๆ นี้จะได้พาเพื่อนเที่ยวโตเกียวได้ โหเหตุผล

3. อยากได้แต่ภาษากลาง ไม่อยากภาษาเพี้ยน
สืบเนื่องมาจากท้องถิ่นอื่นจะมีภาษาถิ่นนอกห้องเรียนด้วยเสมอ อย่างถ้าเรียนเกียวโต โอซาก้าก็จะได้สำเนียงคันไซด้วย ซึ่งตอนที่สมัครเรียนคิดว่าไม่ดีนะ เราไม่ควรติดกลับมาใช้ที่บ้านเรา (แต่หลังจากนั้นก็พบว่ามันเป็นสเน่ห์ของภาษาที่ไม่น่าพลาดนะไม่ใช่ข้อเสียแต่อย่างใด)

4. ที่ ๆ ทำงานพิเศษแล้วได้เงินเยอะ ๆ 

สรุป เอ็งมีเป้าหมายขนาดนี้แล้ว ก็เลือกโตเกียวเลยสิ
แต่จริง ๆ ยังมีที่ ๆ ลังเลอีที่นึงนั่นก็คือ ฮอกไกโด ครับ
เพราะว่าเคยไปเที่ยวมาแล้วชอบมาก อากาศก็ดีกว่าโตเกียว หนาวสะใจด้วย หิมะตกเยอะดี เมืองก็เป็นระเบียบ มีลานสกีใกล้ ๆ ด้วย ค่าเรียนก็ถูกกว่า แต่... ไม่มั่นใจในโรงเรียนว่าจะสอนดีเท่าโตเกียวมั้ย หรือจะเหงามั้ยถ้าไปเป็นคนไทยเพียงคนเดียว

สรุปก็เลยตัดสินใจจะเอาโรงเรียนในโตเกียวละ

ได้เวลาไป J-education อีกรอบ

"พี่ครับ โรงเรียนในโตเกียวอันไหนคนนิยมไปเรียนสุด"
"ที่นี่เลยน้อง TLS,xxx,yyy"
"อืมมม ที่ไหนถูกสุดครับ" <<-- ไอ้นี่ เลือกตามเงิน order by money เลยเรอะ
"ก็มี..... แต่......"
"แต่อะไรครับ"
"ตอนนี้โรงเรียนในโตเกียวปิดรับสมัครหมดแล้วครับ"
"อ้าว อ้าววววววววววววววววววววววววววว แล้วทำไงละเนี่ย หรือต้องไปเรียนฮอกไกโด"
"มีอีกโรงเรียนนึงครับ อยู่คาวาซากิ ไม่ไกลจากโตเกียวนะ นั่งรถไฟไม่ถึง 20 นาทีถึง"
"CBC นี่เหรอครับ"
"ใช่ครับ คนไทยไปเรียนเยอะด้วยนะ ตอนนี้โรงเรียนกำลังจะสร้างตึกใหม่ เลยกำหนดจำนวนคนไว้ด้วยนะครับ" <<<< โฆษณาชวนเชื่อปะเนี่ย
"หา เอโรงเรียนนี้ก็เหมือนเคยดู ๆ ไว้อยู่นะครับ สถิติน่าสนใจ คนผ่านระดับ 2 ตั้ง 80% แต่ค่าเรียนมันแพงกว่าที่อื่นอยู่นะครับเนี่ย"
"ปีนี้เค้าบอกรับคนไทยไม่เกิน 20 คนครับ" <<< โหมีลิมิตด้วย
"โอ้ว แล้วตอนนี้มีคนสมัครกี่คนแล้วครับเนี่ย"
"18ครับ" <<< นั่นเอาใกล้เต็มมาล่ออีก
...
"เอ้ย งั้นเอาโรงเรียนนี้เลยครับพี่" <<< เฮ้ยเลือกกันง่าย ๆ อย่างงี้เลยเรอะ (ติดกับดักไปแล้ว)

นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจไปเรียนโรงเรียนที่มีชื่อว่า CBC
ง่ายดีมั้ยครับ

และต่อจากนี้ก็เป็นขั้นตอนสำคัญ
ที่ต้องต่อสู้เพื่อที่ให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตพำนัก


หน้าตาใบนี้ของคนอื่นเค้า

ซึ่งต้องให้โรงเรียนที่นู่นไปขอให้
จะผ่านไม่ผ่านเนี่ย เน้นหลักฐานทางการเงินเป็นสำคัญ
ซึ่งจะมีขั้นตอนการส่งหลักฐานที่ยุ่งยากซับซ้อนตามนี้

เราจะต้องส่งหลักฐานให้

-->เอเจนซี่ 

เอเจนซี่ก็จะคัดกรองก่อนชั้นนึงว่าเราควรจะส่งดีมั้ย มีแววผ่านมั้ยถ้าตกลงส่งและสมัครก็เสียเงินค่าสมัคร 30000 เยน (ประมาณหมื่นบาท)

-->ส่งให้โรงเรียน

โรงเรียนจะช่วยดูให้ และก็คอยทวงสิ่งที่ขาดหาย จากนั้น

-->ส่งให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณา

ขั้นตอนนี้แหละที่จะชี้เป็นชี้ตายว่าจะได้ไปรึเปล่า ใช้เวลาไม่นานหรอกแค่ สามเดือน เอง
รอเงก...

"ของน้องนี่หลักฐานเค้าให้ใช้บัญชีออมทรัพย์"
"ผมมีแต่บัญชีกระแสรายวันของพ่ออะครับ"
"เดี๋ยวนี้เค้าไม่ให้แล้วนะครับ แต่ก่อนได้อยู่ แต่เดี๋ยวนี้เค้าเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น"
"อ้าว แต่บ้านผมมีแต่บัญชีนี้นี่นา แล้วถ้าใช้บัญชีลุงอะไรแบบนี้ล่ะครับ"
"น้องต้องเขียนที่มาแล้วก็ต้องมีเอกสารพิสูจน์ว่าเป็นญาติกันด้วย แล้วก็ไม่รู้ว่าจะผ่านรึเปล่านะถ้าเป็นกรณีนี้"
"งั้นเดี๋ยวผมกลับไปปรึกษาที่บ้านก่อนนะ"

หลังจากกลับบ้าน ไปคุยมา หาทางโอนเงินนู่นนี่ สุดท้าย...ผ่านไปอีกหลายวัน
พ่อบอกว่า เอากระแสรายวัน (ที่ตัวเลขติดลบล้วน ๆ ) แหละยื่นไปเลย ไม่ผ่านก็ไม่ต้องไปก็ได้
... โอเค ไม่มีหนทางอื่นแล้ว เสี่ยงโลด จ่ายเงินค่าสมัครไปหนึ่งหมื่น

กลับไปหาหลักฐานที่ดิน บ้าน พิมพ์จดหมายอธิบายรายได้ และการหมุนเงิน อธิบายธุรกิจที่บ้าน และสาเหตุที่ไม่มีบัญชีออมทรัพย์

นอกจากนั้นยังต้องกรอกเอกสาร และใบสมัคร เหตุผลที่จะไปเรียน และอื่น ๆ อีกมากมายเป็นปึก ๆ ผิดนิดเดียวก็ไม่ได้ ตรงที่ให้พ่อเซ็นก็ต้องส่งไปเซ็นที่บ้านต่างจังหวัด แล้วส่งกลับมาอีก ผิดนิดเดียวก็แก้ไม่ได้ ต้องส่งไปใหม่ จนเกิดความสงใสเล็ก ๆ ในใจว่า "เอ๊ะ นี่เรากำลังจะไปเรียนทุนส่วนตัว หรือสมัครชิงทุนมอนบุโชวะเนี่ย"

รวบรวมหลักฐานอย่างเร็วที่สุด ส่งจดหมาย EMS กับต่างจังหวัดเป็นว่าเล่น
ไป J-ed ตั้งหลายรอบ
ใช้เวลาถึงสองสัปดาห์
ในที่สุดก็ครบ ปิดผนึก ส่ง

บอกตามตรงครับ อุตส่าห์จะได้ไปเรียนแล้วแต่ส่งหลักฐานไปก็เสี่ยง ๆ

ก็เลยต้องลุ้นครับ ลุ้นกันไป ทำใจไป เฉย ๆ นะว่าจะได้หรือไม่ได้

จะบอกคนอื่นเลยก็ไม่ได้ว่าจะไปญี่ปุ่นแล้ว เพราะถ้าไม่ได้ไปล่ะ

ก็ต้องรอให้ไอ้ใบนั่นมันมาก่อนถึงจะกล้าบอกคนอื่น ร่ำลากันได้อย่างสบายใจ

และแล้วก็ได้แต่รอ ร้อ รอ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกา ธันวา มกรา กุมภา..

และแล้วพอถึงต้นเดือนมีนาคม ผลปรากฏว่า...

つづく。。。

edit @ 28 Dec 2009 12:17:06 by undenty

ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมมีความฝันอย่างนึงว่าจะต้องไปอยู่ญี่ปุ่นให้ได้
แต่แล้วหลังจากเรียนมานมนานชั่วนาตาปีก็ยังไม่มีโอกาสไปอยู่ซะที
มีไปแตะ ๆ เหยียบ ๆ บ้างเป็นบางครั้งบางคราว

พยายามกระเสือกกระสนเพื่อที่จะไปฟรีให้ได้ ซึ่งวิธีไปอยู่ฟรีที่ดีที่สุด แถมมีเงินใช้ก็คือสอบทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ทุนเทพที่ไม่ต้องใช้ทุน ออกค่าเรียนค่าตั๋วให้ฟรี แถมเงินเดือนให้อีก 150,000 กว่าเยนทุกเดือน ($_$) เป็นทุนที่คนอยากไปเรียนญี่ปุ่นใฝ่ฝัน ในขณะที่ทุนอื่น ๆ ต้องกลับมาทำงานใช้ทุน 2 เท่าเป็นอย่างน้อย แต่เนื่องด้วนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นมันเทพมันก็เลยยากแบบสัด ๆ ต้องผ่านป้อมปราการมากมาย คนที่คิดจะสมัคร สมมติว่ามี 50,000 คน

จำนวนคนที่อยากสมัครไปเรียน : 50,000 คน

ปราการด่านที่ 1 เกรด

"เกรดเฉลี่ย ป.ตรี 3.5 up (ยกเว้นสายแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ ลดให้เหลือ 3.3)" ...

เช็ดโด้มากไปป่าวพี่

ไม่หรอกน้อง มันไม่มากไปหรอก บอกแล้วทุนเทพ ก็ต้องให้แต่เทพสมัครเท่านั้น
เทพตกสวรรค์หรือมนุษย์อย่างเรา ๆ ไม่ได้หรอก

แต่ยังไม่หมดหวัง ฟ้ายังไม่ปิดกั้นโอกาสแต่อย่างใด ทุนจึงมีเงื่อนไขพิเศษสำหรับเทพตกสวรรค์ และคนเดินดินที่มีใจรักญี่ปุ่น โดยเปิดโอกาสให้ใช้ผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นไปเพิ่มให้ตัวเองเทียบชั้นเทพได้ โดยมีเงื่อนไขว่า

"เกรดเฉลี่ย ป.ตรี 3.3 up ก็ได้นะ แต่ว่าต้อง + ผลสอบระดับ 3 ด้วย"
มันยังสูงอยู่นี่หว่า ช่วยมั้ยเนี่ย ... ไม่ต้องตกใจครับ คนที่เป็นคนธรรมดาเดินดินฟ้าก็ยังให้โอกาสอยู่

"เกรดเฉลี่ย ป.ตรี 3.0 up ก็ได้นะ แต่ว่าต้อง + ผลสอบระดับ 2 ด้วย"
ยังไม่ถึงอีกเหรอต่อให้อีกเอ้า

"เกรดเฉลี่ย ป.ตรี 2.7 up ก็ได้นะ แต่ว่าต้อง + ผลสอบระดับ 1 ด้วย"

โอเคก่อนที่จะสมัครสอบทุนเทพนี้ได้ เราก็ต้องไปฟิตภาษาญี่ปุ่นให้เชี่ยวซะก่อน
ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ากันเป็นปี ๆ หลายปีเลยทีเดียว เพราะกว่าจะสอบได้ระดับแต่ละระดับได้นี่ ก็ต้องใช้เวลากันเป็นปี ๆ สอบวัดระดับมีแค่ปีละครั้งตอนเดือนธันวาคม (กำลังจะเพิ่มเป็นปีละสองครั้ง) สอบทุนก็มีปีละครั้งตอนเดือนมิถุนายน เกิดเพิ่งคิดได้ว่าจะสอบวัดระดับตอนเดือนมกราคมก็... รอไปอีกปีนึงนะ

จบด่านที่ 1
จำนวนผู้รอดชีวิต : 3,000 คน 

หลังจากเตรียมตัวมาแสนนานนมหลายปีจนเรียนจบ ผมก็พร้อมที่จะผ่านเงื่อนไขขั้นต้นนี้แล้ว
ก็ได้เวลาเข้าเว็บไปดาวโหลดใบสมัครมากรอก และแล้วก็ได้พบกับ

ปราการด่านที่ 2 ใบสมัคร

ใบสมัครทุนนี้บ้าพลังมากครับ หนาเป็นสิบ ๆ หน้าต้องเขียนรายละเอียดตั้งแต่เรียนป.1วันเข้าวันออกผลการเรียนจนไปถึงแผนการวิจัย และแผนการเรียนอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้า รวมทั้งต้องเลือกมหาวิทยาลัย และสาขาที่จะเรียน พร้อมทั้งระบุตัวอาจารย์ที่ปรึกษาพร้อม เป็นหน้าว่าง ๆ ให้เขียน นั่นหมายถึงต้องหาข้อมูลจากมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น อย่างละเอียดพอสมควร แล้วก็ต้องเลือกแผนการเรียนล่วงหน้าอีกต่างหาก และที่สำคัญทุกอย่างต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ (หรือญี่ปุ่น) แล้วก็ต้องเดินทางไปสมัครด้วยตนเองที่จุฬาฯ

ฮ่า ๆๆๆ

บ้าไปแล้ว และแล้วคนก็ขี้เกียจกรอก ท้อแท้สิ้นหวัง กองใบสมัครไว้แล้วเอาหนังสือทับ ๆๆๆ

จำนวนผู้รอดชีวิต : 400 คน

ปราการด่านที่ 3 ข้อสอบข้อเขียน

หลังจากผ่านมาถึงสามด่านก็มาถึงด่านสุดหิน สอบวิชาความรู้ประมาณม.ปลาย แต่ยากประมาณมหาวิทยาลัย และเป็นภาษาอังกฤษล้วน

จำนวนผู้รอดชีวิต : 100 คน

ปราการด่านที่ 4 ข้อสอบสัมภาษณ์

สอบสัมภาษณ์กับคนญี่ปุ่น

จำนวนผู้รอดชีวิต : 50 คน

 

และแล้วข้าพเจ้าก็ตายคาป้อมปราการ ไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้

แต่... มันยังไม่จบง่าย ๆ หรอก

ไม่ได้ด้วยทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ก็ต้องได้ด้วทุนพ.ก.

ขอที่บ้านไปซะเลย

เย่ ได้ไปแล้ว

แต่หลังจากที่คิดจะไปแล้ว ได้รับการอนุมัติทุนพ.ก.แล้ว มันยังไม่จบแค่นั้น

มันไม่ได้ไปง่ายขนาดนั้น!

โปรดติดตามตอนต่อไป つづく。。。

edit @ 27 Dec 2009 00:57:09 by undenty