Victorinox มีดพกสี่ชั่วโมง

posted on 06 Jun 2009 01:36 by undenty

ผมไปฮ่องกงมาครับ

เดินไปในห้าง ไปซื้อ

มีดพก Victorinox ราคาประมาณ  600 บาท

ตอน 4 โมงเย็นที่ห้าง ยืนเลือกอยู่เป็นสิบนาทีกว่าจะกลั้นใจซื้อได้ (อันเก่าหายไปเป็นปีแล้ว)

คืออันเก่าเนี่ยใช้มาหลายปี มันเป็นเหมือนเขี้ยวเล็บเรานะ เวลาอยากตัดอะไร เล็บ ถุงขนมแกะไม่ออก ป้ายราคา เชือก ฯลฯ มีดพกอันจิ๋วนี้ช่วยได้จริง ๆ เลยติด ไม่ได้ใช้มาครึ่งปีคิดถึงมาก ๆ

ได้มาแล้วอุ่นใจดีจัง

ทีนี้ก็ออกจากห้างนั่งบัสไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับ

เช็คอินไปตามปกติ

เดินชอปปิ้งในสนามบินอย่างสบายใจ

แล้วพอใกล้เวลาก็เดินเข้าด้านใน เช็ดพาสปอร์ต และสแกน

สแกน~~~~~~~~~~~~~~~~~!!!!

กระเป๋า โหลดไปแล้ว

มีดพกอยู่ในกระเป๋า

กระเป๋า โหลดไปแล้ว

มีดพกเพิ่งซื้อจากห้างตอนบ่าย 4

เดินผ่านเครื่องสแกนไป

ตี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ยืนบนแท่น แล้วถูกสแกนละเอียด

ตี๊ด ตี๊ด.. หยิบมีดพกออกมา

T_T

อ้อนวอนขอ ได้ ฝากไว้ได้ครับ แต่ว่าต้องกลับมาเอาภายในสิบสี่วัน

เอ่อ... ใครจะมาฟระ

ฝากไว้ก่อนก็ได้ ถึงยังไงก็ดูดีกว่าทิ้ง

ลาก่อน

มีดพกที่ยังไม่ได้กางออกมา มีดยังคมกริบ ใสปิ้ง

ยังไม่ได้เจิมเลย

ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ลาก่อนมีดพก 4 ชั่วโมงของผม

 

 

ถ้าถุงพวกนี้นะ ถือเดินไปตามห้าง คนมองกันน่าดู

1.ถุงสุดเซ็กซี่

 เอ่อ...แล้วถ้าผู้ชายถือล่ะ

 

2.ถุงเจ๊เจ็บผม

ให้ตายสิ เข้ากับหน้าจริง ๆ

 

3.อย่าปล่อยมือนะแม่

สงสารเด็กกันมั่งรึเปล่า อย่าปล่อยเค้าเดียวดายนะ

 

4. ถุงดัมเบล

ถึงถุงจะไม่ใส่อะไร ก็รู้สึกโคตรหนัก อยากไปช่วยถือจริง ๆ

 

5. ถุงปืน

พวก รปภ. กับตำรวจคง หันควับ เอ๊ะ อะไรแว๊บ ๆ

 

6. ถุงมุก

 สมจริง สวยงาม สินค้าข้างในถุงต้องแพงขนาดไหนกันนะ

 

7.กระโดดเชือก

 ว้าว เท่ปะหละ สองแอคชั่น

 

8. โอ้วววว โดนกัดมือ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชอบอันนี้สุดเลย ถูกกัดเล็บ ท่าทางสะใจดี

credit จากเว็บ http://www.designwalker.com/2007/04/shopping-bag.html

(แต่ยากกว่าที่คิด) ฮ่า ๆ

ก่อนที่จะมาที่ญี่ปุ่น ก็คงจะเหมือนกับทุก ๆ คนนะครับที่ตั้งความหวังเอาไว้ว่า
ถ้ามาถึงที่นี่จะทำงานพิเศษเยอะ ๆ หาเงินเยอะ ๆ จะได้มีเงินใช้จ่าย ไม่รบกวนทางบ้าน
ทำไมนะเหรอครับ มันได้เงินเยอะอ่ะดิ ทำยังไงในเมืองใหญ่ก็ได้อย่างน้อย 800 กว่าเยน (300 บาท) ต่อชั่วโมง อยู่แล้ว ไม่ทำไหวเหรอครับงี้

ดังนั้นเมื่อผมได้มาเรียนสมใจหวัง ก็ตั้งหน้าตั้งตารอใบอนุญาตทำงาน ซึ่งต้องรอทางโรงเรียนขอทางเขตให้ กว่าจะได้มาก็ต้องรอไปสามเดือนหลังจากเริ่มเรียนวันแรก โรงเรียนเค้าไม่อยากให้เราเสียการเรียน และก็อยากให้เราปรับตัวด้วย เลยไม่ขอให้ทันที

ก็รอไป ระหว่างรอก็เริ่มคิดไปบ้างแล้วว่าจะทำที่ไหนดี และก็นับวันรอ
ระหว่าง ที่รอนั้น แรก ๆ ไม่กล้าใช้เงินเลยครับ เนื่องจากของแพงมาก ๆ จะซื้ออะไรกิน ซื้ออะไรใช้คิดแล้วคิดอีก กว่าจะได้ชิ้นนึง กลัวจนครับ

และแล้วหลังจากเฝ้ารอมานานสามเดือนเต็ม ใบอนุญาตทำงานสัปดาห์ละ 28 ชั่วโมงก็มาถึง...
เย่

ดีใจดิ ก็อยากทำงานอยู่แล้วนี่นาจากนั้นก็เริ่มหางานเลยครับ
ตอนนั้นงานที่เพื่อน ๆ ชาวไทยทำ คงจะหนีไม่พ้น "ร้านอาหารไทย" กันเป็นส่วนมาก
แล้วก็นอกจากนั้นก็งานห้าง ซุปเปอร์มาเก็ต ไรงี้ครับ

แต่ไม่ได้ผมไม่ชอบทำอะไรเหมือนชาวบ้านเค้าอยู่แล้ว
ว่าแล้วก็ไปสมัครร้าน "ซูชิ" สายพานหมุนร้านที่ชอบซะเลย
ด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ
ตอน โทรศัพท์ไปสอบถามยังสยองเลยครับ เพราะว่ามาเรียนใหม่ ๆ สามเดือนนี่ภาษายังเหมือนลูกเจี๊ยบหัดขันอยู่เลยครับ คุยกันตรง ๆ ซึ่ง ๆ หน้ายังยากเลย คุยทางโทรศัพท์นี่นรกชัด ๆ คนในโทรศัพท์ก็พูดเร็วประหนึ่งเราเป็นคนญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญ (เค้าก็ต้องคิดงั้นอยู่แล้วดิ) เราก็ได้ใช้ภาษาที่มีอยู่ในหัวเล็กน้อยแถๆ ไปจนได้นัดวันสัมภาษณ์ครับ

และแล้ววันนัดก็มาถึง ตื่นเต้นกว่าโทรศัพท์อีกครับ จะต้องทำอะไรยังไงก็ไม่รู้ แค่คิดภาษาญี่ปุ่นก็ใช้สมองไปสามในสี่แล้ว เหลือให้คิดคำตอบ กิริยาท่าทางอะไรอีกหนึ่งส่วน
ผมแต่งตัวใส่เชิ้ตอย่างดีไปสัมภาษณ์ เค้าให้ไปนั่งรอที่โต๊ะกินซูชิเลยครับ นั่งไปถาดหมุนก็หมุน ๆ ไปมีซูชิลอยผ่านหน้าไปน่ากินสุด ๆ แล้วเมเนเจอร์มาครับ สัมภาษณ์ด้วยภาษาปืนกลอีกแล้วครับ ตอบได้แบบติดขัดและช้าสุด ๆ แค่นั้นไม่พอเอาหนังสือสัญญามาให้อ่าน เอ่อ...นึกว่าภาษาจีน ตัวคันจิยาก ๆ เต็มพลืด ... อ่านไม่ออก... รู้สึกได้เลยครับ ว่าไม่ได้แหงม... และแล้วเค้าก็บอกว่าภายใน 3 วันเดี๋ยวจะติดต่อกลับไป

5 วันผ่านไป ไร้วี่แวว โทรศัพท์นอนแอ้งแม้งอยู่เหมือนเดิม...

ผมก็จิตตกสิครับ ทำไมมันยากงี้นะหางานในญี่ปุ่น (ได้ข่าวว่าที่เดียวเองที่ไปสมัคร)
ตอนนั้นเพื่อน ๆ ก็เริ่มได้งานกันหลายคนแล้วครับ ร้านอาหารไทยบ้าง ซุปเปอร์บ้าง ร้านอาหารจีนบ้าง ร่ำรวยสบายอุรากันไป

ไม่ยอมแพ้ครับ ช่วงนั้นพอดีไปกินแม็คบ่อย(ถือโอกาสไปนั่งอ่านหนังสือน่ะ มันเปิด 24 ชั่วโมง ดึก ๆ สงบมาก ๆ) เลยเห็นใบสมัคร Crew Member โอ้ รีบหยิบกลับบ้านมาอ่าน มีโปรโมชั่นเพียบครับ ทำดึกให้เงินเพิ่ม 20% ทำเสาร์อาทิตย์เพิ่ม 150 Yen โบนัสแรกเข้า 3000 เยน อะไรจะขนาดนั้น แต่ก็นั่งคิด... ไม่เคยเห็นคนต่างชาติที่นี่ทำแม็คเลย เลยไปถามเพื่อน เค้าบอกว่าอาจจะเป็นเพราะแม็คไม่รับต่างชาติ งานเป็นมาตรฐาน ยากอะไรอย่างงี้ แต่ผมก็เอ แม็คเนี่ยนะ มันบ.เมกาไม่ใช่เหรอ น่าจะรับสิ

หลังจากตัดสินใจได้แล้ว ก็สมัครผ่านเว็บเลยครับ หลังจากกรอก ๆ ข้อมูลกด Submit แล้วหนึ่งนาทีถัดมา โทรศัพท์มาเลยครับ จากส่วนกลาง พูดฟังง่ายดีด้วย เค้าโทรมาสอบถามเพิ่มเติมและก็บอกว่าทางเทนโจ้(เจ้าของร้าน/หัวหน้าระดับสูง สุดของร้าน) จะโทรไปนัดสัมภาษณ์อีกที

ตัดมาวันสัมภาษณ์ เนื่องจากเริ่มชินจากที่แรกแล้ว เลยไม่ค่อยตื่นเต้นครับ ไปคุยกันอยู่ที่นั่งกินอีกแล้ว เทนโจ้หนุ่มท่าทางใจดีครับ ไม่ใช่สิ ใจดีเลยแหละ แล้วก็คุย ๆ สนุกครับ ดูไม่เครียดเหมือนร้านซูชิเลย แล้วก็ถาม ๆ ว่าจะทำตอนไหน คุยเสร็จเอาข้อสอบทดสอบสถานการณ์จำลองในร้านมาให้ทำครับ อ่อ เห็นว่าเราพูดอังกฤษได้ เค้าเลยไปหาข้อสอบเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมาให้ทำด้วย สุดยอดเลยครับ มีด้วย ภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่น... เหมือนของหายากจริง ๆ ทำเสร็จก็จะติดต่อไปภายในสามวันอีกตามเคยครับ แต่ครั้งนี้ "ผ่านครับ"

ยะยะเย่ เย่

ในที่สุดผมก็จะมีกะตังก์ใช้แล้ว
รักเทนโจ้ที่สุด อิอิ

ยินดีต้อนรับสู่แม็คโดนัลด์ครับ


แล้วพบกันใหม่กับการตีแผ่งานในร้านครับ

edit @ 22 Feb 2009 22:39:46 by undenty